“เห็ดเผาะ” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า“เห็ดถอบ” เป็นเห็ดที่อยู่ในวงศ์ Diplosystaceae พบในภาคเหนือและภาคอีสาน เห็ดเผาะเป็นที่นิยมและมีราคาสูง ซึ่งพบได้ตามธรรมชาติในภูมิอากาศร้อนชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเข้าฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมเท่านั้น 1 ปี ได้กินครั้งเดียว) โดยว่ากันว่าเห็ดเผาะมีรสเย็น หวาน มากให้เป็นอาหารบำรุงร่างกาย ช่วยความสึกหรอในร่างกายที่ชำรุดไปให้เป็นปกติ และกระจายโลหิต เป็นธาตุโปรตีนที่ดี
เห็ดเผาะแบ่งเป็น 2 ชนิด
- เห็ดเผาะหนังมีฉายาว่า “เห็ดดาว” มาจากคำละตินว่า “Astra” ซึ่งแปลว่า “ดาว”(Star)
- เห็ดเผาะฝ้าย เป็นเห็ดที่นิยมรับประทาน เนื่องจากมีรสชาติความกรุบกรอบ หอมอร่อยเฉพาะตัว
เมนูเห็ดเผาะมีคุณค่าอาหารสูงมาก หนักแค่ 1 ขีด (100กรัม) ก็ให้พลังงานถึง 45 กิโลแคลอรี อุดมด้วยโปรตีน ไขมันตัวดี มีฟอสเฟต แคลเซี่ยม ธาตุเหล็ก ไนอะซีนและวิตามินซี จึงเป็นอาหารบำรุงร่างกาย ชูกำลังไม่แพ้เห็ดถั่งเช่าเลยทีเดียว เมนูเห็ดเด็ดๆ ที่กินเป็นทั้งอาหารและยา ถ้าเป็นเมนูเห็ดเผาะอีสาน ก็แกงกับหน่อไม้ใส่ย่านาง น้ำเอาะเจาะให้รสเข้มข้นหรือถ้าเป็นเมนูเห็ดถอบของเมืองเหนือ ยิ่งง่าย แค่เห็ดเผาะต้มเกลือ จะใส่ใบเตยเพิ่มความหอมลงไปก็ได้ ใช้น้ำน้อยๆ เห็ดเผาะต้มจิ้มน้ำพริกข่า หรือแนมน้ำพริกหนุ่ม ขบดังเผาะ กรอบนอกนุ่มในไอดินกลิ่นหอม อีกทั้งยังเป็นเห็ดที่หายากและไม่สามารถที่จะนำมาเพาะเชื้อปลูกได้เหมือนเห็ดทั่วไป ดังนั้น ทำให้ราคาเห็ดถอบไม่เคยตก
สรรพคุณยาของเห็ดเผาะ
- ชูกำลัง บำรุงร่างกาย แก้ช้ำใน ด้วยฤทธิ์สมานแผลแก้อักเสบช้ำภายในร่างกาย
- แก้โรคกระเพาะ ช่วยล้างพิษ
- นักชีวเคมีทั้งจีนและอเมริกาศึกษาสารออกฤทธิ์ต้านมะเร็งของเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบ ฉายาดาวดิน ที่มีชื่อว่า สารแอสตร้าเคอคูโรน (Astrakurkurone) เมื่อปี 2562 นี้เองมีการตีพิมพ์เรื่อง “ฤทธิ์ต้านเซลมะเร็งตับจากเห็ดเผาะ” ในวารสารทางวิชาการชื่อดังของสมาพันธ์ชีวเคมีและชีวโมเลกุลนานาชาติ พบว่าสารแอสตร้าเคอคูโรนในเห็ดเผาะ ฆ่าเซลมะเร็งในตับ โดยไม่ทำลายเซลตับแต่อย่างใด ศึกษาเปรียบเทียบกับยาเคมีต้านมะเร็งตับชื่อ ด็อกโซรูบิซิน (Doxorubicin) ซึ่งแม้ใช้ในขนาดยาที่น้อยมากก็ยังมีพิษต่อเซลตับและไม่ปลอดภัยหากใช้ยาตัวนี้ในระยะยาว ผลสรุปคือ สารสำคัญของเห็ดเผาะมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับอย่างชัดเจน และกำลังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยารักษาผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรอคอยความหวังจากดวงดาวประดับดิน
- สารสำคัญที่มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเป็นสารในกลุ่ม heteropolysaccharides ได้แก่ สาร AE2 และสารในกลุ่ม sesquiterpenoids ได้แก่ สาร astrakurkurol และสาร astrakurkurone การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า เห็ดเผาะมีฤทธิ์ปกป้องตับ ปกป้องหัวใจ ต้านเบาหวาน ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านเซลล์มะเร็ง และมีฤทธิ์ต้านจุลชีพโดยเฉพาะฤทธิ์ต้านโปรโตซัวลิชมาเนีย ทั้งหมดยังเป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาความเป็นพิษพบว่า สารสกัดต่างๆ ของเห็ดเผาะมีความปลอดภัย
แม้จะยังไม่มีการรายงานความเป็นพิษจากการรับประทานเห็ดเผาะ สำหรับผู้ที่แพ้เห็ดหรือแพ้สปอร์เห็ด ควรระมัดระวังการรับประทานเห็ดเผาะ
ทริคเก็บเห็ดเผาะไว้ให้กิน
- ล้างเสร็จแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดที่มีเกลือผสมประมาณ 1 ช้อนชา ประมาณ 20 นาที
- นำเห็ดเผาะบรรจุลงถุงร้อนใส่น้ำต้มเล็กน้อย ให้พอประกอบอาหารแต่ละมื้อ มัดปากถุงให้สนิท
- รอให้หายร้อนหลังจากนั้นนำใส่เข้าตู้เย็นช่องแช่แข็งได้
เพราะรสชาติที่อร่อยหอม กรอบของเห็ดเผาะ ทำให้หลายคนอยากที่จะลอง เพาะขยายพันธุ์ด้วยตัวเองดูสักครั้งงั้นลองมาทำตามกันง่ายๆ โดยไม่ต้องเผาป่าเหมือนแต่เดิม
การเตรียมหัวเชื้อจากดอกเห็ดสด
- เริ่มต้นจากการเตรียมดอกเห็ดแก่ 1 ส่วน : น้ำสะอาดที่ปราศจากคลอรีน 2 ส่วน ปั่นส่วนผสมให้ละเอียด เราจะได้หัวเชื้อพร้อมใส่กล้าไม้
กล้าไม้สำหรับใส่เชื้อเห็ดถอบ
- กลุ่มไม้วงศ์ยาง เช่น ยางนา, เหียง, พลวง, เต็ง, รัง และมะค่าโมง เป็นต้น
การเพาะกล้าไม้สำหรับเห็ดถอบ
เราควรเตรียมการเพาะกล้าไม้ก่อนโดยเริ่มจากการนำวัสดุเพาะดินดำหรือดินร่วน 2 : แกลบดำ 1 : ปุ๋ยคอก 1 ตามด้วยกระตุ้นการเกิดรากของเมล็ดด้วยการแช่น้ำ โดยการหมักในกระสอบป่าน ให้รากงอกก่อนเพาะลงถุงเพาะชำขนาด 2.5 × 9 นิ้ว
การใส่เชื้อเห็ดถอบในกล้าไม้
เมื่อกล้าไม้อายุครบ 30-45 วัน ให้ใส่เชื้อเห็นถอบ 20 ม.ล. / ต้น และควรใส่ 2 ครั้ง ช่วงเวลาห่างกัน 15-30 วัน และควรรดน้ำอยู่เสมอ คลุมดินด้วยซากพืช ห้ามใส่ปุ๋ยเคมี และสารเคมีสำหรับปราบศัตรูพืช ซึ่งในปีแรกการออกดอกของเห็ดจะน้อย แนะนำให้ปีที่สองนำเชื้อเห็ดถอบมาราดเพิ่ม และแน่นอนว่าปีที่สามเราจะได้เห็ดถอบที่มากมายเลยทีเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.เชียงใหม่,เทคโนโลยีชาวบ้าน และ เกษตรสัญจร

