ความสำคัญ
ความเป็นมา
พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มาตรา 6 ให้กรมมีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้ (1) การเรียนรู้ตลอดชีวิต (2) การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ (3) การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ นอกจากการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตามวรรคหนึ่ง กรมอาจจัดส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ทั้งนี้ ตามประกาศที่รัฐมนตรีกำหนด ประกาศดังกล่าวให้ระบุเป้าหมาย แนวทาง และวิธีการไว้ด้วย การจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้คำนึงถึงความหลากหลายและความต้องการของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
มาตรา 7 กำหนดให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีเป้าหมายเพื่อจัดให้มีระบบกระตุ้น ชี้แนะ หรืออำนวยความสะดวกด้วยวิธีการใด ๆ ให้บุคคลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในเรื่องที่ตนสนใจหรือตามความถนัดของตน สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกประเภทได้ในเวลาใด ๆ ที่ตนสะดวก โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเกินสมควร และเพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวาง รู้เท่าทันพัฒนาการของโลกอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปเติมเต็มชีวิตให้แก่ตนเองหรือเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยอาจได้รับการรับรองคุณวุฒิ ตามความเหมาะสมด้วยก็ได้
มาตรา 8 ให้กรมดำเนินการโดยคำนึงถึงแนวทาง ดังนี้
(1) ดำเนินการโดยวิธีการใด ๆ เพื่อกระตุ้นให้บุคคลใฝ่หาความรู้ในเรื่องที่ตนสนใจและสร้างสมรรถนะในการเรียนรู้โดยผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นปัจจุบันได้ด้วยตนเองในทุกเวลาอย่างรู้เท่าทันและเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกประเภทได้โดยง่ายในเวลาที่ตนสะดวกโดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเกินสมควร
(2) จัดให้มีและพัฒนาแหล่งเรียนรู้เพื่อให้บุคคลสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้โดยสะดวกโดยไม่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขใด ๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้หรือมีลักษณะเป็นการไม่เกื้อหนุนให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(3) จัดหรือส่งเสริมให้ภาคีเครือข่ายจัดหรือร่วมกันจัดให้บุคคลในครอบครัวและชุมชนมีนิสัยรักการอ่านหรือการเรียนรู้ รวมทั้งจัดให้มีแหล่งส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ในชุมชน
(4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ชำนาญการในภูมิปัญญาท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ตามประกาศกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เรื่อง แผนการส่งเสริมการเรียนรู้ ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (พ.ศ. 2568 - 2570) เป้าประสงค์หลัก 1. ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และบริการการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ หลากหลาย และเหมาะสมกับบริบทของตนได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง และปรับตัวได้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกประกอบกับ แผนการส่งเสริมการเรียนรู้ ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (พ.ศ. 2568 - 2570) 4.8 ประเด็นขับเคลื่อนกลยุทธ์และแนวทางขับเคลื่อนตามกลยุทธ์ ประเด็นขับเคลื่อนที่ 3 สร้างพื้นที่และระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต กลยุทธ์ที่ 3.1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มดิจิทัล แนวทางการขับเคลื่อน 2. สร้างระบบหรือเว็บไซต์ที่รวมแหล่งเรียนรู้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และมีระบบแนะนำเนื้อหาตามความสนใจและตามศักยภาพของผู้รับบริการ
ดังนั้น แหล่งเรียนรู้มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่สถานที่แต่หมายรวมถึงระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่เชื่อมโยงคน ชุมชน ทรัพยากร และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีหลักการสำคัญ คือ “ทุกพื้นที่เป็นห้องเรียน ทุกคนเป็นครู ทุกสิ่งเป็นสื่อ” แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปิดโอกาสให้บุคคลได้ใฝ่หาความรู้ในเรื่องที่ตนสนใจหรือตามความถนัด สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกประเภทได้โดยง่ายและไม่เสียค่าใช้จ่ายเกินควร เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวาง และรู้เท่าทันพัฒนาการของโลกได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาแหล่งเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้บัญญัติและกำหนดเป็นแนวทางในกฎหมายและแผนพัฒนาระดับต่าง ๆ อย่างชัดเจนโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ได้กล่าวถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้ใน มาตรา 54 ว่า “...รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต...” บทบัญญัตินี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐในการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนให้เป็นไปตามความต้องการและความจำเป็นในทุกช่วงวัย อีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตราที่ 25 กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการดำเนินงานการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ทั่วถึงและพอเพียง โดยนัยของมาตราดังกล่าว ต้องการให้สังคมไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่เกื้อหนุนต่อการเรียนรู้ของบุคคล ในรูปของแหล่งการเรียนรู้ที่บุคคลสามารถจะเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายกว้างขวางและมีมากพอเพียงที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นได้ ไม่ว่าการเรียนรู้นั้นเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาในรูปแบบใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ก็ต้องมีแหล่งที่จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้มากกว่าในขอบเขตของสถานศึกษา
กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยกองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย มีเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นให้บุคคลใฝ่หาความรู้และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในเรื่องที่ตนสนใจหรือตามที่ถนัด เพื่อนำความรู้ไปเติมเต็มชีวิตให้แก่ตนเองหรือเกิดประโยชน์ต่อสังคม จึงได้จัดทำแพลตฟอร์มแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้แหล่งเรียนรู้ได้รับการพัฒนา มีระบบฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ตามความสนใจ และการเชื่อมโยงการเรียนรู้ในแหล่งเรียนรู้เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ รวมถึงสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทันสมัย และกระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนทุกช่วงวัย รวมถึงสามารถยกระดับแหล่งเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม
ประเภทของแหล่งเรียนรู้
หมายถึง การจัดกลุ่มของแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชน สังคม โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ศึกษาและจัดกลุ่มตามบริบทของการจัดการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล (2) แหล่งเรียนรู้ประเภทสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และสิ่งประดิษฐ์คิดค้น และ (3) แหล่งเรียนรู้ประเภทสถานที่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และเชี่ยวชาญจากการสั่งสมประสบการณ์ของตนเองจนมีความเชี่ยวชาญ และสามารถถ่ายทอดความรู้และเป็นที่ยอมรับของสังคม และชุมชน เช่น ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ชำนาญการในภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปินแห่งชาติบุคคลตัวอย่างทางการเมืองการปกครอง และเศรษฐกิจและสังคม
2. แหล่งเรียนรู้ประเภทสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และสิ่งประดิษฐ์คิดค้น หมายถึง สื่อที่เป็นตัวกลางทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และประสบการณ์ ดังนี้ (1) สิ่งพิมพ์ เช่น เอกสาร หนังสือ ตำรา จุลสาร นิตยสาร วารสาร สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ แผ่นปลิว ป้ายโฆษณาต่าง ๆ (2) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อดิจิทัลที่ให้ภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่งที่ให้ภาพและเสียง เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์เสียงตามสาย โปรแกรมการเรียนรู้ และแพลตฟอร์มการเรียนรู้
3. แหล่งเรียนรู้ประเภทสถานที่ หมายถึง อาคาร สิ่งก่อสร้าง ที่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ เช่น สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สถานที่ราชการ สถาบันทางศาสนา สถาบันทางการศึกษา พิพิธภัณฑ์ ตลาด ร้านค้า ห้างร้าน บริษัท ธนาคาร โรงมหรสพ โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการ ห้องสมุด ถนน สะพาน เขื่อน ฝายทดน้ำ สนามกีฬา สนามบิน บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย สวนป่า ป่าชุมชน อุทยานแห่งชาติสวนพฤกษชาติ อุทยานธรรมชาติ และสวนสาธารณะ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง องค์ความรู้ที่เกิดจากสั่งสมความรู้ เป็นรากฐานความรู้ของชาวบ้านที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์และความรอบรู้ รวมทั้งได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นวิถีชีวิตมรดกทางวัฒนธรรม ที่มีคุณค่าและเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น รวมถึงองค์ความรู้ที่ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม และวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมของผู้คนแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยแบ่งออกเป็น 12 ด้าน ดังนี้
1. ด้านเกษตรกรรม ได้แก่ ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิคด้านการเกษตรกับเทคโนโลยีการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การทำเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหาด้านการผลิต การแก้ไขโรคและแมลง และการรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตร
2. ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) ได้แก่ การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต เพื่อการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัด และเป็นธรรม รวมถึงการแก้ปัญหาด้านการบริโภค อันเป็นกระบวนการให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งการผลิตและการจัดจำหน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม เช่น การรวมกลุ่มโรงงานยางพารา กลุ่มโรงสีกลุ่มหัตถกรรม
3. ด้านการแพทย์แผนไทย ได้แก่ ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพและอนามัยได้ เช่น ยาจากสมุนไพรอันมีอยู่หลากหลาย การนวดแผนโบราณ การดูแลและรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน
4. ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งอนุรักษ์ การพัฒนา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน เช่น บวชป่า การสืบชะตาแม่น้ำ การทำแนวปะการังเทียม การอนุรักษ์ป่าชายเลน การจัดการป่าต้นน้ำและป่าชุมชน
5. ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ได้แก่ ความสามารถในด้านการสะสมและบริหารกองทุน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงให้แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในกลุ่ม เช่น การจัดการกองทุนของชุมชนในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์
6. ด้านศิลปกรรม ได้แก่ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ มีผลงานโดดเด่น
6.1 ด้านจิตรกรรม คือ การวาดภาพฝาผนัง การเขียนภาพลงผ้า หน้าผา การสักลาย ฯลฯ
6.2 ด้านประติมากรรม คือ ผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีฝีมือในการปั้น แกะสลัก การหล่อ เช่น หล่อพระพุทธรูป ปั้นโอ่ง สลักลวดลาย ประดับต้นเทียน สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ
6.3 ด้านสถาปัตยกรรม คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เรื่องการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน โบสถ์ ศาลา ศาลพระภูมิ ฯลฯ
6.4 ด้านหัตถกรรม (งานฝีมือช่าง) คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีผลงานในสิ่งที่ทำมือ เช่น เครื่องจักสานต่าง ๆ
6.5 ด้านงานประดิษฐ์ คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ด้านการจัดทำผลงานเลียนแบบธรรมชาติ เช่น การประดิษฐ์ดอกไม้ บายศรี การแต่งลวดลายบนแผ่นผ้า ฯลฯ
6.6 ด้านดนตรี นาฏศิลป์และการเล่นพื้นบ้าน คือ ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ด้านการเล่นดนตรี การขับลำ การฟ้อนรำ การคิดวิธีการเล่นพื้นบ้าน หมอลำ การเล่นหนังปราโมทัย ลิเก เพลงกันตรึม เจรียง ฯลฯ
7. ด้านภาษาและวรรณกรรม ได้แก่ ความสามารถในการอนุรักษ์ สร้างสรรค์ และผลิตผลงานด้านภาษา เช่น ภาษาถิ่น ภาษาไทยในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงด้านการใช้ภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่นและการจัดทำสารานุกรมภาษาถิ่น การปริวรรตหนังสือโบราณ การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่าง ๆ
8. ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี ได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ปรัชญาความเชื่อ และประเพณีที่มีคุณค่าให้เหมาะสมต่อบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการปฏิบัติให้ผลด้านที่ดีแก่บุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดวรรณกรรม หลักธรรมทางศาสนา คำสอน การบวชป่า การประยุกต์ประเพณีบุญประทายข้าว
9. ด้านโภชนาการ ได้แก่ ความสามารถในการเลือกสรร ประดิษฐ์ และปรุงแต่งอาหารและยาได้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายในสภาวการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนผลิตเป็นสินค้าและบริการส่งออกที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก รวมถึงการขยายคุณค่าเพิ่มของทรัพยากรด้วย
10. ด้านการจัดการองค์กร ได้แก่ ความสามารถในการบริหารจัดการดำเนินงานขององค์กรชุมชนต่าง ๆ ให้สามารถพัฒนาและบริหารองค์กรของตนเองได้ตามบทบาทหน้าที่ขององค์กร เช่น การจัดการองค์กรของกลุ่มแม่บ้าน
11. ด้านกองทุนและสวัสดิการ ได้แก่ ความสามารถในการจัดการด้านสมทบทุน บริการกองทุนและจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวิตของคน ให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เช่น การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการการรักษาพยาบาลของชุมชน และการจัดระบบสวัสดิการบริการชุมชน
12. ด้านการศึกษา ได้แก่ ความสามารถในการถ่ายทอด การอบรมเลี้ยงดู การบ่มเพาะการสั่งสอน การสร้างสื่อและอุปกรณ์ และการวัดความสำเร็จ
อ้างอิง
- พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566
- ประกาศกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เรื่อง แผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (พ.ศ. 2568 - 2570) ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568
- มาตรฐานแหล่งเรียนรู้ เอกสารวิชาการลำดับที่ 1/2568 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ
- รุ่ง แก้วแดง. (2541). ปฏิวัติการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: มติชน
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2551). คู่มือการสรรหาและคัดเลือกครูภูมิปัญญาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. บริษัท 21 เซ็นจูรี่ จำกัด.